หนังใหม่ “The Tomorrow War” หนังเรื่องนี้มีดาราแม่เหล็กอย่าง “คริส แพรตต์” ผู้เคยรับบท “สตาร์-ลอร์ด” ในเรื่อง Guardians of the Galaxy พล็อตเรื่องเป็นแอ๊คชั่นไซไฟต่อสู้กับเอเลี่ยนจากโลกอนาคต เหล่าคอหนังบางคนก็อาจคิดไปว่า คงจะคล้ายๆ กับ “Edge of Tomorrow” ที่มี “ทอม ครูซ” กับ “เอมิลี บลันต์” หรือเปล่า…..ขอบอกเลยว่า ไม่ใช่!! แม้ความสนุกจะไล่ๆกัน แต่เนื้อหาและการเสนอมุมมองเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว

เมื่อโลกในอนาคต มนุษย์ถูกเอเลี่ยนต่างดาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน พวกมันไล่ล่ามนุษย์กินเป็นอาหารจนประชากรโลกลดลงอย่างรวดเร็ว เอเลี่ยนพวกนี้มีชื่อว่า “ไวต์สไปก์” พวกมันเกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ รูปร่างปราดเปรียวคล้ายเสือ ฟันของมันแหลมคมเจาะเกราะได้ ขบกัดฉีกเนื้อกระดูกได้แบบสบาย ๆ รอบตัวมีเกราะปกป้องหนาแน่น อาวุธปืนยิงแทบไม่เข้า แถมยังมีหนวดคอยยิงลูกดอกใส่ในระยะไกล พิษสงรอบตัว

โดยเฉพาะ “ตัวเมีย” จะตัวใหญ่กว่าตัวผู้ มีหน้าที่หลักคือ คอยให้กำเนิดลูก ๆ และคอยบัญชาการด้วยการส่งเสียงไปหาตัวผู้เพื่อให้บุกไปยังเป้าหมายที่ต้องการ พวกมันสามารถกระโดดลงจากที่สูง จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ง่าย ๆ เพราะมีพังผืดเหมือนตัวบ่าง เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ เจอโฉบร่วงไม่เหลือ หรือหากใครที่คิดว่าจะหนีไปอยู่บนเรือ แอบไปอยู่บนเกาะกลางทะเล ก็ขอให้เลิกคิดได้เลย พวกมันดำน้ำและว่ายน้ำเก่งมาก

เมื่อรู้ว่าต้านทางพวกมันไม่ไหว เหล่ามนุษย์ในโลกอนาคต จึงได้สร้างเครื่องไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับมาขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ในอดีต ซึ่งก็คือพ่อแม่พี่น้องของพวกเขาเอง โดยหนึ่งในนั้นก็คือ “แดน ฟอร์เรสเตอร์” (รับบทโดย คริส แพรตต์ ) อดีตทหารผ่านศึกที่ผันตัวมาเป็นครูสอนเด็กใน High School อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไรเหล่านักรบในอดีตจากช่วยลูกหลานของพวกเขาได้หรือไม่ ติดตามกันได้ใน “Tomorrow War” โดยแพลตฟอร์ม Amazon Prime Video เท่านั้น!

ขึ้นชื่อว่า Paramount Pictures Studios ก็ย่อมทำให้นึกถึง CG ระดับโลกจากซีรีส์ชุด “Transformers” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้หายห่วงได้เลยสำหรับความอลังการงานสร้างในฉากต่อสู้ระหว่าง มนุษย์กับเอเลี่ยนสุดโหด ภาพของเหล่าฝูงเอเลี่ยนนับร้อยนับพันสามารถทำออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม ฉากบุกถล่มเมืองไปจนถึงการไล่ล่ากลุ่มตัวเอก รวมไปถึงการฉุดกระชากเฮลิคอปเตอร์ให้ร่วงจากกลางอากาศ เรียกว่าทำออกมาได้เนียนสวยงามมาก ผู้ชมได้ลุ้นแล้วลุ้นอีกจนหืดจับ

สำหรับสิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุด การสอดแทรกให้เห็นว่าพื้นฐานของความรักในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากขนาดไหน เช่น ความขัดแย้งต่างๆ การไม่ลงรอยกันจะยุติลงได้ หากรู้จักพูดคุยและปรับความเข้าใจกัน และไม่ว่าจะโกรธกันขนาดไหน ความช่วยเหลือคนในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอ

จุดอ่อนของ “The Tomorrow War”
อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ไม่ได้ลงฉายในโรงภาพยนตร์แน่นอน ดังนั้น ความฝันที่จะเห็นความยิ่งใหญ่ของหนังที่ยาวถึง 2 ชม. 20 นาทีบนจอยักษ์ คงต้องพับเก็บไปก่อน แต่ก็ยังแอบหวังว่าถ้าจบปัญหาเรื่อง “โควิด-19” แล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะมีเซอร์ไพร้ส์หรือไม่ อย่างไรก็ดีหนังเรื่องนี้ค่อนข้างใช้เวลาในการปูสตอรี่เอาไว้หลวม ๆ แถมยังดำเนินเรื่องต่อเนื่องแบบเร็วจี๋ อาจทำให้ผู้ชมยังไม่ซาบซึ่งในบทบาทของความเป็นพ่อและลูกในเวลาเดียวกันของทหาร “แดน ฟอร์เรสเตอร์”

อีกสิ่งที่น่าตำหนิก็คือ การยิงมุกตลกฝรั่งล้อเลียนกันไปมา ซึ่งหากเป็นคนอเมริกันคงได้ฮากลิ้งไปแล้ว แต่ถ้าเป็นคนไทยก็คงจะขำไม่เท่าไหร่ ในส่วนของ CG มีรอยรั่วตรงฉากเมืองที่โดนทำลาย รวมไปถึงฉากวาร์ปบางจุดก็ดูไม่ค่อยเนียนนัก